ความเครียดอาจเป็นเพื่อนร่วมทางของชีวิตในยุคนี้ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในชีวิตประจำวันของทุกคนล้วนมีภาระ ความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่สามารถสร้างสภาวะอารมณ์ให้เรารู้สึกเครียดได้ แต่เมื่อใดที่ “ความเครียด” อยู่กับเรานานเกินไปจนเริ่มกัดกร่อนอารมณ์ ความสัมพันธ์ และสุขภาพกาย เมื่อนั้น ความเครียด ควรไม่ถูกเรียกว่าเป็น “เรื่องธรรมดา” อีกต่อไป
เมื่อย้อนไปดูรายงานจาก สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ใน ไตรมาสแรก ปี 2567 ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “ภาวะสุขภาพจิตที่ต้องเฝ้าระวัง” โดยมีแนวโน้มคนไทยประสบภาวะความเครียดสูงขึ้นจากเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และแรงกดดันในชีวิตประจำวัน สะท้อนว่าความเครียดได้กลายเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง และสามารถส่งผลในระยะยาวกับประชาชนทุกเพศ ทุกวัย
สังคมที่เต็มไปด้วยความเครียดส่งผลกับการใช้ชีวิตของเราทุกคน

ทุกวันนี้ เราอาจไม่ได้เหนื่อยจากการทำงานเท่ากับ “เหนื่อยจากการต้องเข้มแข็งตลอดเวลา” คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญการแข่งขันสูง รายได้ไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพ ผู้สูงอายุต้องอยู่ลำพัง และพ่อแม่จำนวนมากต้องรับภาระดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ในเวลาเดียวกัน
ความเครียดในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ แต่เป็นผลพวงจากโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และความคาดหวังที่เราต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัว หลายคนเริ่ม “ชินชา” กับความเครียด เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความจริง ไม่มีร่างกายหรือจิตใจใดควรชินกับการกดดันตลอดเวลา
เมื่อความเครียดเริ่มสะสม สัญญาณที่ร่างกายกำลังขอความช่วยเหลือ
แม้ความเครียดจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้ามันอยู่กับเรานานเกินไป ร่างกายจะเริ่มส่ง “สัญญาณเตือน” บางอย่างออกมา เช่น
- นอนหลับยากขึ้น หลับไม่สนิท ตื่นกลางดึก หรือรู้สึกไม่สดชื่นแม้นอนครบชั่วโมง ล้วนเป็นสัญญาณแรก ๆ หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันลดลง และยิ่งเพิ่มระดับความเครียดในวันต่อไปโดยไม่รู้ตัว
- อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เบื่อหน่าย หรือรู้สึกไม่อยากเจอใคร หลายคนอาจจะเข้าใจว่า เป็นเพียงการที่เรา “อารมณ์ไม่ดีแค่ช่วงหนึ่ง” แต่แท้จริงแล้วมันอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลได้
- สมาธิลดลง ทำงานต่าง ๆ ได้ช้าลง หรือหลงลืมบ่อยกว่าปกติ เมื่อความเครียดสะสม สมองจะทำงานในโหมด “เอาตัวรอด” มากกว่า “จดจ่อและคิดวิเคราะห์”นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงลืมสิ่งง่าย ๆ ที่เคยทำได้ หรือทำงานผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ
- ปวดเมื่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการปวดหัว ไหล่เกร็ง แน่นท้อง หรือแน่นหน้าอก อาจไม่ได้เกิดจากโรคทางกายเสมอไปแต่เกิดจากกล้ามเนื้อที่ตึงตัวเพราะร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ออกมามากเกินไป
- ดื่มหรือสูบมากขึ้น เริ่มใช้สารกระตุ้นต่าง ๆ เพื่อระบายอารมณ์ หรือพยายามหลีกหนีจากความรู้สึกภายใน
สัญญาณเหล่านี้คือ “เสียงเบา ๆ” ของร่างกายที่กำลังบอกให้เราหยุด แล้วดูแลใจให้มากขึ้น ก่อนที่ความเครียดจะกลายเป็นโรคทางจิตเวช เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล
ทำไมความเครียดในยุคนี้ถึงรุนแรงขึ้น?

ในรายงานของ สศช. ปี 2567 ยังระบุว่า ปัญหา สุขภาพจิตของคนไทย เชื่อมโยงโดยตรงกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มีหนี้สินครัวเรือนสูง และกลุ่มผู้สูงอายุที่รู้สึกโดดเดี่ยวจากสังคม
นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียยังกลายเป็นแรงกดดันใหม่ ที่ทำให้หลายคนเปรียบเทียบชีวิตของตนเองกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ระดับ “ฮอร์โมนความเครียด” ในร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้ขณะพักผ่อนอยู่บ้าน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเครียดไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่คือ “ภาพสะท้อนของสังคมที่เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่ง”ที่ต้องร่วมกันตระหนัก
วิธีดูแลตัวเองเมื่อรู้ว่ากำลังเครียด
เมื่อความเครียดเกิดขึ้น ว่า “ตอนนี้ฉันกำลังเครียด” คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด จากนั้นเราสามารถเริ่มจัดการได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- พักผ่อนร่างกายให้เต็มที่ การนอนอย่างมีคุณภาพคือยารักษาใจขั้นพื้นฐาน อย่ามองข้ามการนอน เพราะร่างกายนั้นคือส่วนสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพจิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เมื่อคุณนอนน้อย ก็มีโอกาสที่จะเครียด และอารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่ายขึ้น
- ปรับวิธีคิดกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ บางเรื่องไม่จำเป็นต้องแก้ แต่ต้อง “ยอมรับ” ว่าอาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดขึ้นก็จะต้องอาศัยระยะเวลาในการเยียวยา
- จัดสมดุลชีวิต (Work-Life Balance) แยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวให้ชัด เพื่อให้ใจได้พักอย่างเต็มที่
- หา “สิ่งเล็ก ๆ” ที่ทำให้สบายใจ ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรืออยู่กับธรรมชาติ รวมไปถึงงานอดิเรกต่าง ๆ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เรารู้สึกมีความสุข
- พูดกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน คนในครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อย่างเช่น คุณหมอจิตแพทย์ที่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้มีภาวะเครียด
หวังดีคลินิก พื้นที่ที่เข้าใจ “ความเครียด” ที่แตกต่างของทุกคน

หวังดีคลินิก เชียงใหม่ เราเข้าใจว่า “ความเครียด” ไม่ได้มีสูตรสำเร็จในการแก้ไข แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเฉพาะบุคคล ทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราจึงให้การดูแลแบบ personalized mental care เพื่อค้นหาสาเหตุของความเครียดจากสาเหตุที่แท้จริง และช่วยให้ผู้คนกลับมาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้
เพราะเราเชื่อว่า การมี “สุขภาพจิตที่ดี” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเครียดเลย แต่มันคือ การรู้เท่าทันความเครียด และไม่ปล่อยให้ปัญหาด้านความเครียดเข้ามาควบคุมชีวิตเรา




